การปรับแต่ละอาสนะ
ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสรีระพยาธิ ของแต่ละบุคคล ซึ่งมีความสามารถไม่เท่ากัน
เพราะผู้ฝึกมุ่งเน้นที่ประโยชน์สูงสุด คือ การเคลื่อนไหวร่างกายให้สมดุลกับลมหายใจเข้า
– ออก โดยเน้นที่ความเพียรพยายามฝึกให้จิตรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวทั้งรูปภายนอก
คือกาย และรูปภายใน คือลมหายใจเข้า - ออก จึงเป็นเหตุให้จิตสงบอยู่ภายในเรือนกาย
ไม่ซัดส่ายฟุ้งซ่าน วิตกกังวลถึงอดีตหรืออนาคต ให้รู้อยู่แต่เฉพาะปัจจุบันขณะที่กำลังเคลื่อนไหวไปมาหรือหยุดสงบนิ่ง
เรียกว่ามีสติระลึกได้อยู่ทุกขณะ
จิตที่รู้อยู่กับการเคลื่อนไหวหรือหยุดนิ่ง
รู้จักควบคุมให้หยุดนิ่งอยู่กับปัจจุบันนั้น เป็นจิตที่มีพลังงานมหาศาล
ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม ผู้ฝึกจะเกิดความรู้และความเข้าใจภายในเฉพาะตน
ซึ่งต่างจากการกระทำใด
ๆ โดยปราศจากความระลึกรู้สึกตัวเรียกว่าขาดสติ หรือเป็นผู้ที่มีสมาธิสั้น
ขาดความยับยั้งชั่งใจ จึงทำให้เกิดความวิบัติทั้งร่างกายและจิตใจอ่อนแอลง
จึงเป็นสาเหตุให้เกิดโรคภัยต่าง ๆ ทั้งโรคกายและโรคใจ
มนุษย์จึงควรเรียนรู้วิถีธรรมแห่งธรรมชาติตามกฏแห่ง
"พระไตรลักษณ์" คือ อุปาทะ (การเกิดขึ้น)
ฐีติ (การตั้งอยู่) และพังคะ (การดับไป)
โดยการฝึกให้มีสติ (ระลึกได้) เพื่อควบคุมจิตใจให้เกิดปัญญา
มีดวงตาเห็นธรรม เข้าใจถึงความจริงแท้แห่งชีวิต ว่าสรรพสิ่งในโลกล้วนแล้วแต่เป็นสภาพแห่งอนิจจัง
คือ ความไม่เที่ยง เพื่อบรรเทาเบาคลายความยึดมั่นถือมั่นจนเป็นเหตุให้เกิดทุกข์นั่นเอง
เมื่อมนุษย์เข้าใจเช่นนี้แล้ว
ความสุข สงบ สันติ อันเป็นความสุขเย็นก็จะเกิดขึ้นภายในจิตใจของผู้นั้น
และที่สุดความสุขนั้นยังได้เผื่อแผ่มายังบุคคลรอบข้าง เพราะเหตุ "กายดี จิตดี เพื่อชีวิตดีงาม" |